ศาสตร์ในการอ่านใจคน "จริต" สภาวะจิตหรือนิสัยมนุษย์ว่ามีอยู่ด้วยกัน 6ประเภท

1. ศรัทธาจริต           เป็นลักษณะของคนที่มีบุคลิก จริงจัง มีหลักการ คิดว่าตังเองเป็นคนดีน่าศรัทธา
                                สภาวะจิตที่มีปรัชญาหรือหลักการของตัวเองและพยายามผลักดันให้ตัวเองและผู้อื่นบรรลุถึงจุดหมายนั้น 

2. พุทธิจริต              เป็นลักษณะของคนที่มีบุคลิก คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล มีความเมตตา หน้าตาผ่องใส
                                สภาวะจิตที่เน้นการใช้ปัญญาในการไตร่ตรอง คิดหาเหตุหาผลมาแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน รวมทั้งมีความสนใจเรื่องการยกระดับและพัฒนาจิตวิญญาณ

3. วิตกจริต              เป็นลักษณะของคนที่มีบุคลิก พูดเก่ง แบบน้ำไหลไฟดับ ชอบคิดมากกว่าทำ
                               สภาวะจิตที่กังวล สับสนและวุ่นวาย ฟุ้งซ่านแทบทุกลมหายใจ

4. ราคะจริต             เป็นลักษณะของคนที่มีบุคลิก ดี มีมาด ชอบในความสวยงาม (แต่งตัวเก่ง)
                               สภาวะจิตที่หลงติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจนเป็นอารมณ์

5. โมหะจริต            เป็นลักษณะของคนที่มีบุคลิก ไม่ชอบเข้าสังคม เงียบๆ ซึมๆ เบื่อๆ เซ็งๆ
                               สภาวะจิตที่มักอยู่ในสภาพง่วงเหงาฮาวนอนหรือซึมเศร้าเป็นอาจิณ

6. โทสะจริต           เป็นลักษณะของคนที่มีบุคลิก โกรธง่าย ตูดตรงไปตรงมา เจ้าระเบียบ อยู่ใน
                              กฏเกณฑ์

                              สภาวะจิตที่โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย เพียงพูดผิดสักคำ ได้เห็นดีกัน

******จริต ทั้ง6 น่าตกใจทั้งสิ้น ถ้ามีอันใดอันหนึ่งมากเกินไป
******จริต ทั้ง6 มีทั้งข้อดี ข้อเสีย   
         อย่างเช่น ดูผิวเผิน ศรัทธาจริต จะดี แต่ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เป็นคนมีปัญญาต่ำ

สามารถเนื้อหาเพิ่มเติม ดูในInternet ค้นหา จริต6 หรือหนังสือ จริต6 จะช่วยให้ท่านใช้ชีวิตอย่างเข้าใจตนเอง และผู้อื่น  
         เพื่อสังคม ครอบครัว เพื่อนฝูง ทำงาน อื่นๆ ..............

โดยส่วนตัวไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เพราะจบจากมหาลัยที่ไม่ได้มีชื่อเสียง จบมหาลัยเอกชน(เพราะแข่งขันสอบไม่ติด)
เรียน เคยได้เกรดเฉลี่ย 0.7 , 1.3  (จึงไม่เคยคิดว่าตนเองเก่งโดยเด็ดขาด) และนับถือศรัทธาคน ที่เป็นคนคิดดีเป็นคนมีคุณธรรม ไม่ใช่ที่อายุหรือเงินทอง
                “มีคนเคยพูดไว้(cr.จิตโภชนา): ผมจ้างคนเก่ง ผมจ้างได้เท่าไรก็จ้างได้ แต่ผมชอบความคิดวิธีทำงานวิธีคิดของคนคุณ เพราะดูแล้วคุณจบมาจากมหาลัยชื่ออะไรผมยังไม่รู้จักเลยไม่เห็นน่าสนใจ ผมชอบมากับวิธีคิด ผมจ้างคนอื่นได้ทำไม่ผมจะจ้างคุณไม่ได้ ”

                “มีสิ่งเดียวที่คิดว่าตนเองมี คือ มีใจให้กับการทำงาน ใช้ในสิ่งที่ตนเองถนัด และนำมาใช้กับทุกๆงานทุกๆเรื่อง”  
                คงไม่คิดว่าตนเองเก่ง เพราะทุกวันนี้ก็ยังเป็นลูกจ้าง เดินข้างถนน ขึ้นรถเมล์มาทำงาน (เมื่อได้พบปะผู้คนข้างนอก ก็รู้สึกตัวเองได้ว่า คนอื่นเข้าไปกันไกลมากแล้ว) แต่สิ่งที่ทำในแต่ละวันเป็นแค่พื้นฐาน ยังทำกันไม่ได้ ไม่มีคนทำ (ได้แต่โทษกันไปโทษกันมา)

                สิ่งที่ทำไม่ได้ทำในฐานะตำแหน่งงานที่จ้างมา คงไม่มีบริษัทไหนที่จ้างพนักงานไอทีมาทำเรื่องเหล่านี้ แต่สิ่งที่ได้ลงมือทำไป ไม่ได้ทำบนพื้นฐานที่คิดว่าตนเองเก่ง  แต่ทำบนสิ่งที่ตนเองคิดบนพื้นฐานว่าเป็นหน้าที่ของพนักงาน ที่ต้องมีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทผ่านพ้นปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ (โดยนำสิ่งที่ตนเองมีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ มีส่วนรวมในการทำงานนั้น)

**สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คงไม่ใช้คำว่า “สอนงาน”  เพราะคนที่สอนได้คือ(ครู,อาจารย์) ครู,อาจารย์ คือบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในเรื่องที่ตน สั่งสอน    (แต่ตนเองไม่ได้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางมากมายหรือเชี่ยวชาญขนาดนั้น)
                ต่อไปนี้ขอให้เข้าใจว่านี้ คือ “การแนะนำงาน” มากกว่าคำว่า”สอนงาน”     ดังนั้น อาจจะบอกกล่าวได้ไม่ทั้งหมด สงสัยเรื่องใดขอให้ถาม ถ้ารู้จะบอก หรือไม่รู้จะหาคำตอบให้ หรือไม่รู้จะแนะนำให้ถามผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ

ข้อปฏิบัติเหล่านี้ (เป็นเพียงส่วนหนึ่ง) ที่นำมาพึ่งสอนพนักงานและตนเอง  (ฉะนั้นนี้คือสิ่งที่ให้เห็นทำไหมถึงทำได้ทุกอย่าง ไม่ใช่เพราะความเก่ง แต่พึ่งปฏิบัติด้วยพื้นฐานเหล่านี้)

1. อย่าพูดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว,ทำดีที่สุดได้แค่นี้ เพราะคำว่า”ที่สุด”ไม่มีอยู่จริง “เราต้องตั้งมั่นว่าทุกวันต้องดีขึ้น”

2. เรามิอาจห้ามปัญหาเข้ามาในชีวิตได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือรับมือกับปัญหา อย่างไรให้มีความสุข(เติมใจให้เต็ม)พร้อมรับมือกับปัญหานั้น

3. กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ (ทุกย่างก้าวบนความผิดพลาด คือก้าวต่อไปอย่างมั่นคง) ขอแค่อย่าหนี้ปัญหา อย่ากลัวปัญหา อย่ากลัวเหนื่อย เมื่อไม่กลัวอะไรเข้ามา เราก็พร้อมรับมือกับมัน (นี้คือความรับผิดชอบ)

4.พื้นฐานชีวิตคนเราทุกคน ต้องเริ่มจากจุดที่ไม่รู้ก่อน  แต่ไม่ใช่คำว่า ฉันไม่รู้,ฉันทำไม่ได้” จนติดปากเป็นนิสัย
คนที่น่าศรัทธา คือ “คนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ” คนที่น่าศรัทธา คือคนที่ฉลาดพอที่จะบอกผู้อื่นว่าตัวเองโง่ในบางสิ่ง และเป็นคนรู้อย่างมีฝีมือ

ห้ามบอกว่าฉันไม่รู้แล้วหยุดอยู่กับที่ เมื่อมีคำนี้ขึ้นมา ต้องบอกตนเอง ฉันไม่รู้ ฉันต้องรู้ให้ได้

เช่นกัน ห้ามบอกว่าฉันทำไม่ได้แล้วหยุดอยู่กับที่ เมื่อมีคำนี้ขึ้นมา ต้องบอกตนเอง ฉันทำไม่ได้ ฉันต้องทำให้ได้

5.เพราะผลของงานทำงานออกมาดีและถูกต้อง (แต่ขาดความเข้าใจในงานนั้นๆแล้ว) อาจจะเป็นเพียงเพราะว่า บังเอิญไม่ผิด, และไม่เกิดปัญหา ดังนั้นต้องมั่นทบทวน ทำความเข้าใจกับงานอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ

6. !!อย่าทำงานโดยการนั่งถามตนเองว่า ทำไมถึงต้องมาทำงานนี้ ทำไมต้องทำงานนั้นด้วย” โดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไร เพราะมันจะทำให้ท้อตั้งแต่เรายังไม่ได้ลงมือทำ  (เพราะมัวแต่ใช้เวลาการนั่งถามว่าทำไมต้องทำ โดยที่ยังไม่ได้ลงทำอะไรให้สำเร็จ) ดังนั้นงานทุกงานที่ได้ทำมันคือความรู้ คือประโยชน์มหาศาลที่กลับมาหาตนเอง

7. ห้ามพูดว่า “ตนเองเก่ง” เพราะนั้น คือภัยที่กำลังจะเข้ามาคลุกคามตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัว จนทำให้เราเป็น”คนโง่” ในสายตาคนอื่น
(แต่ไม่ใช่การดูถูกตนเอง  ว่าตนเองไม่เก่ง มันหมายถึงเราต้องขยันเรียนรู้มากๆ ไม่มีคำว่าพอแล้ว เราไม่เก่งแต่เรามีดี)

8. ปัญหาคืองาน  ปัญหาคือความรู้  ปัญหาคือประโยชน์  (จริงๆแล้วปัญหามันไม่ใช่ปัญหา) ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่ได้พัฒนา  ดังนั้นปัญหาคือสิ่งที่ดี (ขอให้คิดแบบนี้ สนุกกับปัญหา สนุกกับงาน สนุกที่ได้ทำงานแล้วสำเร็จผล)

9. ข้อนี้ข้อสำคัญที่สุด ต้องกล้าที่จะคิด กล้าที่จะเสนอ(เมื่อผิดก็เป็นครู ความผิดเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเมื่อเราปรับเปลี่ยนตนเองได้) ไม่ปกปิดความผิด (อยากให้เราเป็นส่วนหนึ่ง เหมือนเราได้นั่งเรือ ลำเดียวกัน เราต้องเป็นคนพ่ายเป็นคนขับเคลื่อนมันไปด้วยกัน ไม่ใช่เป็นผู้อาศัย)

edit @ 12 Jan 2012 08:29:11 by คิดเอง เออเอง ก็แค่นั้น

ระบบการทำงาน ควรมีระบบงานที่ยืดหยุ่น(เพราะการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขัน)ความรวดเร็ว 

         แต่สิ่งสำคัญ  ควรแยกแยะให้ออก   ระหว่างคำว่า    ยืดหยุ่น กับ หย่อนยาน   
(อย่าเหมารวมกันเด็ดขาด) อย่าหย่อนยาน ด้วยการไม่ยอมที่จะทำอะไรเลยจนเป็นการละเลย

ระบบงาน ติดขัดตรงไหนมันใช้เวลานานเกินไป อย่าปล่อยให้คนอื่นที่ต้องทำงานด้วยรอนานเกินไป ต้องดูว่าต้องปรับตรงไหนเปลี่ยนอะไร  ให้รวดเร็วที่สุด (แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานสิ่งที่ควรจะมี)
 แต่ก็ไม่ใช่ทำให้
รวดเร็วด้วยการละเลยปล่อยให้ทำเลยตามเลย

ทุกอย่างเราเลือกเราตัดสินใจทำกันเอง หาจุดสมดุลของการทำงานให้ได้

ระบบดี คนดี งานนั้นดีแน่
ระบบดี คนแย่ ต้องแก้ไข(ที่คน)
ระบบแย่ คนก็แย่ แก้กันไปก็เหนื่อยเปล่า
คงต้องแก้กันที่วัฒนธรรมองค์กร

(อย่าหลงประเด็น ถ้าคุณได้พบคนที่ไม่คิดจะลงมือทำอะไรเลย)


edit @ 5 Jan 2012 13:06:50 by Alex MIS

ไม่ใช่ดารา,ไม่ใช่คนดัง,ไม่ใช่คนของสังค